ทำไมทุกข์ไม่ดับ

น้องสาวท่านหนึ่งมักวาดฝันอนาคตที่มีร่วมกันกับชายคนรัก เมื่อฝันจบก็ทุกข์เสมอ เพราะเธอรู้ดีว่าไม่สามารถมีอนาคตร่วมกันกับชายที่มีเจ้าของ แม้จะได้รู้เป็นเลาๆว่าเขากับภรรยากำลังระหองระแหง แต่เธอก็ไม่อยากทำบาปด้วยการพาตัวเองเข้าไปเป็นหนึ่งในสาเหตุของการแตกร้าวของคนทั้งคู่

ภาพวาดสีน้ำดอกอีญชัน

 

เธอพยายามลืมเขา แต่ก็อดคิดถึงเขาบ่อยๆไม่ได้ จึงเฉไฉ หางานต่างๆทำไปพอให้หมดวัน พยายามคิดว่า ณ ปัจจุบันนี้เธอไม่มีเขา ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรก็อย่าไปฝันถึง จึงรอดจากการหลั่งน้ำตาบ้าง ไม่รอดบ้างไปวันๆ

ทำไม…

เธอคิดว่าเธอพยายามดับทุกข์ แต่ทำไมทุกข์จึงไม่จางจากใจได้เลย อันที่จริง เธอไม่ได้คิดจะดับทุกข์ หากกำลังหลงใหลในทุกข์ เพราะเธอยังถนอมความรักของเธอไว้ แม้การรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ จะทำให้เธอทุกข์ แต่การมีเขาอยู่ในใจ การได้คิดถึงเขา การวาดฝันถึงอนาคตที่มีร่วมกัน กลับทำให้เธอมีความสุข เธอจึงเสวยทั้งสุขและทุกข์ เพลิดเพลิน (นันทิ) อยู่ในเวทนาทั้งหลายนั้นเอง

ทุกข์ของเธอจึงไม่ดับ เพราะเธอไม่ได้คิดจะดับ เธอไม่ต้องการความดับของทุกข์ (นิโรธ)

และเมื่อทุกข์เกิด ที่ทุกข์ดับไม่ได้ เพราะเธอไม่ได้ดับที่เหตุ (สมุทัย) คือปัญหาที่ทำให้เกิดทุกข์ แต่เธอไปดับที่ความทุกข์ใจ กระวนกระวายใจ (ทุกข์) อันเป็นผลของปัญหา

ทุกข์นั้น เราแทบดับไม่ได้ แต่เราแก้ปัญหาอันเป็นสาเหตุของทุกข์ได้ เมื่อหมดเหตุ ก็หมดทุกข์

water color paint

ภาพวาดสีน้ำ

หากเธอคิดจะดับทุกข์จริงๆ เธอต้องควบคุมกายใจ และพยายามทำในสิ่งที่นำไปสู่การดับของทุกข์ (มรรค) คือ

(1) ปิดกั้นกิเลสใหม่ โดยควบคุมอายตนะ (อายตนะ 6 มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เช่น ไม่ดูภาพถ่าย ไม่รับโทรศัพท์ ไม่จับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเขามาคิด มาจินตนาการ (สังขาร) จนเกิดความทะยานอยาก (ตัณหา) ต่อไป

(2) ขูดลอกของเก่า โดยฝึกการคิดแบบโยนิโสมนสิการอยู่บ่อยๆ เพื่อนำสู่ปัญญาดับทุกข์ เช่น

-นำรูปกาย(รูปขันธ์)ของเขาที่เธอหลงใหล มาพิจารณาด้วยความเป็นธาตุ, หรือด้วยความไม่งามของเรือนกายที่อยู่ภายใต้ผิวหนัง, หรือด้วยอสุภะ ว่าหลังจากการตาย รูปกายเขาจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร

-พิจารณาถึงนามขันธ์ (เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ว่ามีคุณ มีโทษ อย่างไร เพื่อจะได้วางใจเป็นกลางกับขันธ์นั้นๆ การเห็นแต่โทษ จะทำให้อยากกำจัดออก ยิ่งอยากผลักออก ก็เท่ากับยอมรับว่ามีสิ่งที่ยึดไว้ จึงยิ่งยึดไว้มากขึ้นเท่านั้น ส่วนการเห็นคุณ ทำให้อยากจะดึงเข้ามายึดครอง การเห็นทั้งคุณทั้งโทษ จึงทำให้จะดึงเข้าก็ไม่ได้ จะผลักออกก็ไม่ได้ ใจจึงเกิดความเห็นเป็นกลาง (อุเบกขา) กับสิ่งนั้นๆ (เช่น หยิบความรักที่มีต่อเขาขึ้นมาพิจารณาว่ามีคุณโทษอย่างไร มีคุณก็เช่น ทำให้เธอรู้ว่าเธอยังมีหิริ โอตัปปะ มีศีล จึงไม่ไขว่คว้าเขามาครอบครอง มีโทษก็เช่น ทำให้เธอเกิดความทุกข์เป็นต้น)

-พิจารณาธรรมต่างๆด้วยความเป็นไตรลักษณ์ มีเกิด ดำรงอยู่ และดับในที่สุด เช่น รูปกายมนุษย์ล้วนไม่เที่ยง เธอกับเขา อย่างไรเสียก็ต้องสูญเสียซึ่งกันและกันเพราะความตาย เธอไม่สูญเสียเขาในวันนี้ ก็ต้องสุญเสียเขาในวันหน้า, หรือความรักที่เกิดขึ้นและตั้งอยู่ในขณะนี้ เวลาเนิ่นไป ก็ย่อมจางหายดับไปเป็นธรรมดา

(3) ฝึกสติปัฏฐานตามแนวอานาปานสติสูตร ซึ่งนอกจากจะเพื่อให้มีสติระลึกรู้อยู่กับกาย เวทนา จิต และธรรม แล้ว ยังเพื่อให้จิตมีคุณภาพและไวพอที่จะ “รู้” ถึงเวทนาที่ละเอียดได้ เพื่อหยิบมาพิจารณาต่อไป และเพื่อบังคับจิตได้ เช่น จะบังคับให้คิด หรือไม่คิด เรื่องใดก็ได้ เหล่านี้เป็นต้น

water color paint

ภาพวาดสีน้ำดอกอัญชัน

ท่านพุทธทาสบรรยายไว้ว่าการดับทุกข์มี 2 แบบ คือแบบหมา และแบบเสือ จะดับทุกข์ให้สำเร็จ ต้องดับแบบเสือ ดังที่ยกมาอ้างถึงนี้

“ นี้เรียกว่า ควบคุมกระแสแห่งชีวิต ให้มันเป็นไปแต่ในทางที่ไม่เป็นทุกข์ … ไม่เป็นทุกข์ มี ๒ เรื่อง คือเรื่องความทุกข์กับความไม่มีทุกข์ มี ๒ เรื่องเท่านั้น ทำให้ไม่มีความดับ

ดับทุกข์ ก็เรียกว่าทำไม่ให้เกิดความทุกข์ อย่าไปรบกับความทุกข์ ป่วยการ ทำอย่าให้มันเกิดความทุกข์ ตัดต้นเหตุของมันเสีย พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่าดับทุกข์ แต่พอถามว่า อะไรๆทำอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านกลับตอบว่า ดับตัณหา ไม่ใช่ดับทุกข์ ดับทุกข์ คือไปดับที่เหตุของความทุกข์ อย่าไปสู้กับฝ่ายกิเลส อย่าไปสู้กับความทุกข์ ไปจัดการกับต้นเหตุแห่งความทุกข์

เหมือนจะดับไฟ ดับไฟนี่ อย่าไปดับที่ไฟ มันจะไหม้เอา ดับที่ต้นเหตุของไฟ เช่น เอาน้ำไปสาดที่เชื้อเพลิง ก็ไม่ทำให้เกดไฟ ไฟเกิดไม่ได้ นี้เรียกว่าดับทุกข์ ต้องดับที่ต้นเหตุแห่งความทุกข์ ถ้าไปดับที่ปลายเหตุ มันก็เลอะเทอะ แล้วก็ไม่สำเร็จ แล้วมันก็จะโง่เป็นหมา พูดคำหยาบหน่อยนะ แต่ว่าพูดอย่างนี้มันเข้าใจได้ดี … มันโง่เป็นหมา

คือหมามันจะไปดับที่ปลายเหตุ คุณลองเอาไม้แหย่หมาซี แหย่หมา หมามันจะกัดที่ปลายไม้ แต่ถ้าคุณไปแหย่เสือหรือราชสีห์นี่ มันไม่กัดที่ปลายไม้ มันจะกระโจนเข้าหาคนที่ถือไม้ ราชสีห์หรือเสือ มันจะไปจัดการที่ต้นเหตุ โง่เป็นหมามันก็ไปจัดการที่ปลายเหตุ … ที่ปลายเหตุ ไม่มีจุดจบ

ฉะนั้น เราจึงต้องจัดการที่ต้นเหตุ อย่าไปจัดการที่ปลายเหตุ อย่าไปจัดการกับผล ไปจัดการที่ต้นเหตุดีกว่า มันจะควบคุมชีวิตให้เป็นไปอย่างถูกต้อง จงจัดการที่ต้นเหตุแห่งความไม่ถูกต้องอย่างที่กล่าวมาแล้ว ควบคุมธาตุตามธรรมชาติ ควบคุมอายตนะ ควบคุมเบญจขันธ์ ควบคุมปฏิจจสมุปบาท ควบคุมความทุกข์ ให้ถูกต้องตามลำดับ ก็เรียกว่า ประสบความสำเร็จในการควบคุมกระแสแห่งชีวิต กระแสแห่งชีวิตได้รับการควบคุมอย่างถูกต้องแล้ว มันก็ไหลไปสู่พระนิพพาน มิฉะนั้นมันจะไหลไปสู่ความทุกข์เมื่อควบคุมมันไม่ถูกต้อง”

พุทธทาสภิกขุ กระแสชีวิต ธรรมสภา กรุงเทพ พ.ศ.2545 (หน้า 124 – 126)

เพราะต้องการความดับของทุกข์ จึงมีการกระทำเพื่อให้หมดเหตุที่จะเกิดทุกข์ แต่หากหลงใหลในทุกข์ เพลิดเพลินอยู่ในความทุกข์ ก็คงวนเวียนอยู่ในทั้งทุกข์ทั้งสุขอยู่อย่างนี้

เรื่องนี้ถูกเขียนใน พุทธศาสนา และติดป้ายกำกับ , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s