องค์ธรรมจากนิทาน ” ยายกะตาปลูกถั่วงาให้หลานเฝ้า “

เขียนเรื่องเกี่ยวกับการวาดภาพดอกไม้ด้วยสีน้ำมาหลายเรื่องแล้ว อยากนำเรื่องสำหรับเด็กมากล่าวถึงบ้าง

เด็กๆเรียนรู้จากนิทาน จากงานที่ทำ จากการร้องเพลง จากการเล่น ฯลฯ เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยเล่านิทานเรื่อง “ยายกะตาปลูกถั่วงาให้หลานเฝ้า”กันมาบ้าง

เราอาจจะแทรกการสอนหลักธรรมในพุทธศาสนาไปด้วยขณะเล่าให้เด็กฟังได้ แม้ว่าจะไม่ง่ายนัก

หากมองในแง่พุทธศาสนา จะพบว่าทั้งหลานและตัวละครในเรื่องนี้ธรรมในหลายองค์ธรรมด้วยกัน

ในแง่ของหลาน  

พบว่าหลานขาดการนำธรรมะมาใช้ในชีวิต คือ ขาดการคิดแบบโยนิโสมนสิการ (ซึ่งมี 10 วิธีคิด),  ขาดสัปปุริสธรรม 7,ขาดอิทธิบาท 4 ขาดคิหิวินัย และขาดธรรมที่ทำให้เป็นบุคคลที่หาได้ยาก

1 ขาดการคิดแบบโยนิโสมนสิการ เช่น

การคิดแบบวิภัชชวาท สามารถนำการพูดการคิดแบบนี้มาประยุกต์กับการแก้ไขสถานการณ์ปัจจุบันได้โดย แยกเป็นหลายๆแนวทาง หลายๆแง่มุม แล้วจึงหาข้อสรุป เช่น หากคิดว่า การช่วยยายกับตาเฝ้าถั่วงา ส่งผลดีและผลเสียอย่างไร

จะได้ว่า

คิดในทางที่เกิดคุณต่อตายาย ตายายชื่นใจที่หลานกตัญญู ตอบแทนบุญคุณที่เลี้ยงดูมาด้วยการเป็นหูเป็นตา ดูแลทรัพย์สินของครอบครัว  

คิดในแนวที่เกิดคุณแก่หลาน หลานได้รับการยกย่องจากบุคคลทั่วไป

การคิดในทางที่เกิดโทษต่อหลาน  หลานหมดโอกาสที่จะได้เล่นสนุกกับเพื่อน ลดโอกาสได้เรียนรู้โลกกว้าง

หากหลานได้คิดว่าผลจะเป็นอย่างไรตามวิธีต่างๆแล้ว เมื่อนำมาประเมิน หลานคงตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ซึ่งผลอาจไม่ได้เป็นตามที่เกิดในนิทานก็ได้ (เช่น อาจรับอาสาเฝ้าถั่วงาอย่างเต็มใจ เอาใจใส่ แต่ขอแบ่งเวลาจากตายายเพื่อไปวิ่งเล่นบ้าง)

การคิดแบบสืบสวนต้นเค้า หรือสืบสาวหาปัจจัย ตามหลักธรรมอิทัปปัจยตา ปฎิจจสมุปบาท เช่น เมื่อคิดจากผลที่หลานถูกตี ย้อนลงไป จะพบว่าเป็นเพราะการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายนั่นเอง หรือจากการที่แมงหวี่ไปตอมตาช้าง ส่งผลต่อกาอย่างไร เป็นต้น

(วิธีคิดที่เหลือคือ วิธีคิดแบบแยกองค์ประกอบ, วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ หรือรู้เท่าทันธรรมดา,วิธีคิดแบบอริยสัจจ์,วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์, วิธีคิดแบบเห็นคุณโทษและหาทางออก, วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้ คุณค่าเทียม,วิธีคิดแบบเร้าคุณธรรม และวิธีคิดแบบปัจจุบันธรรม)

2 ขาดบางข้อในองค์ธรรม สัปปุริสธรรม 7 เช่น

ไม่ รู้จักเหตุ ไม่รู้ว่าการไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่จะส่งผลต่อตนอย่างไร

ไม่ รู้จักผล ไม่รู้ว่าที่ตนถูกตีมาจากเหตุอะไร

ไม่ รู้จักตน ไม่รู้ว่าตนมีศักยภาพอย่างไร มีหน้าที่อะไร

ไม่ รู้จักกาล ไม่รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร

(องค์ธรรมที่เหลือคือ รู้จักประมาณ เช่น ประมาณในการรับประทานอาหาร ไม่ให้อิ่มมากเกินไป ประมาณระยะเวลาในการทำงานใดงานหนึ่ง, รู้จักบุคคล คือรู้ว่าบุคคลใดมีอุปนิสัยอย่างไร ควรปฏิบัติตอบอย่างไร และรู้จักบริษัท คือรู้จักสังคมของตน การปฏิบัติตนตามหน้าที่ ฐานะ ที่มีในสังคมด้วยความรับผิดชอบ)

3 ขาดอิทธิบาท 4

คือขาดฉันทะ วิระยะ จิตตะ และวิมังสา เพราะขาดความรักในงาน จึงขาดความอุตสาหะ ขาดการเอาใจใส่ และการตรวจสอบงานให้ได้รับผลดีอยู่เสมอ จึงได้ปล่อยปละละเลยงานที่ได้รับมอบหมายจนเกิดความเสียหายขึ้น อันนำไปสู่ความเดือดร้อนของทั้งตนเอง และผู้อื่น

4 ขาดคิหิวินัย

คือมีความเกียจคร้าน ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเป็นประพันธ์คาถาใน สิงคาลกะสูตร ว่า

          “ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลย

หนุ่มสาวที่ละทิ้งการงาน

โดยอ้างว่า “เวลานี้หนาวเกินไป

เวลานี้ร้อนเกินไป เวลานี้เย็นเกินไป” เป็นต้น

          ส่วนผู้ใดทำหน้าที่ของบุรุษ

ไม่ใส่ใจความหนาว ความร้อน ยิ่งไปกว่าหญ้า

ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมไปจากความสุข”

 

5 สำหรับบุคคลที่หาได้ยาก 2 นั้น คือ บุพการี อันหมายถึงผู้อุปการะก่อน ผู้ทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และ กตัญญูกตเวที อันหมายถึงผู้รู้อุปการะที่เขาทำแล้ว ผู้รู้จักคุณค่าแห่งการกระทำดีของผู้อื่น และแสดงออกเพื่อบูชาความดีนั้น หรือกระทำการตอบเพื่อทดแทนบุญคุณ หากหลานรู้ถึงบุญคุณที่ตายายได้เลี้ยงดูมา ก็คงรับอาสาทำงานให้ด้วยความเต็มใจ

ในแง่ของตัวละครอื่นๆ

ตัวละครทั้งหมด ขาดบางข้อในกัลยาณมิตรธรรม เป็นมิตรเทียมตามคิหิวินัย และขาดพรหมวิหาร 4 และสังคหวัตถุ 4

1 ขาดกัลยาณมิตรธรรม คือ

ขาด  การรู้จักพูดให้ได้ผล การพูดอธิบายเหตุผลให้เข้าใจ การเป็นที่ปรึกษาที่ดี

ขาด การอดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟัง ซักถาม เสนอ และวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ฉุนเฉียว

(องค์ธรรมอื่นๆคือ น่ารัก ในฐานเป็นที่สบายใจ ชวนให้อยากเข้าไปใต่ถาม, น่าเคารพ ในฐานประพฤติประพฤตสมควรแก่ฐานะ ทำให้รู้สึกว่าเป็นที่พึ่งได้, น่าเจริญใจ หรือน่ายกย่อง ในฐานที่มีความรู้และเป็นผู้อบรมตนอยู่เสมอ ควรเอาอย่างและอ้างถึง, แถลงเรื่องลึกล้ำได้ ในฐานที่อธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายๆ และไม่ชักนำในอฐาน คือไม่แนะนำเรื่องเหลวไหล หรือชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย)

และเพราะช่วยเหลือเพื่อนเมื่อตนมีภัย จึงจัดเป็นมิตรเทียม ตามคิหิวินัย (ตามที่ปรากฏในสิงคาลกะสูตรเช่นกัน)

2 ขาดพรหมวิหาร 4

แมงหวี่ ได้ชื่อว่าขาดธรรมในข้ออุเบกขา เพราะเมื่อเพื่อนทำผิด นอกจากจะไม่เป็นกัลยาณมิตร ไม่อธิบายเหตุผลให้เข้าใจ เพื่อแก้ไขพฤติกรรม ยังช่วยเหลือให้ได้ทำผิดต่อไป ไม่วางใจเป็นกลาง ปล่อยให้เป็นไปตามธรรม

ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ถือว่าขาดกรุณา คือ เมื่อเห็นเพื่อนมีทุกข์ ไม่มีความปรารถนาให้เพื่อนพ้นทุกข์ นิ่งดูดาย ไม่ให้แม้คำพูดอธิบายให้เข้าใจเหตุผล อันนำไปสู่การขาดสังคหวัตถุ 4 ตามมา

3 ขาดสังคหวัตถุ 4

หรือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจบุคคล หลักในการสงเคราะห์ อันประกอบด้วย ทาน การให้ คือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ปิยวาจา พูดจาด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวาน มีวาจาเป็นที่รัก, อัตถจริยา ขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่น, และสมานัตตตา ความมีตนเสมอ คือเสมอต้นเสมอปลาย (ที่จริงนายพรานมีอัตถจริยานะคะ แต่เป็นไปในทางที่ไม่พึงประสงค์)

4 เป็นมิตรเทียม

เพราะช่วยเหลือเพื่อนเฉพาะเมื่อมีภัย ตามที่พระพุทธองค์เทศนาแก่สิงคาลกมาณพดังนี้

[๒๕๕] คหบดีบุตร คนที่ถือเอาแต่ประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว เธอพึงทราบว่า ไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียม โดยเหตุ ๔ ประการ คือ

๑.เป็นผู้ถือเอาแต่ประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว

๒.เสียน้อย ปรารถนาได้มาก

๓.เมื่อตัวเองมีภัยจึงทำกิจของเพื่อน

๔.คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์

คหบดีบุตร คนที่ถือเอาแต่ประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว เธอพังทราบว่า ไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียม โดยเหตุ ๔ ประการนี้แล

เหล่านี้เป็นองค์ธรรมที่สัมพันธ์กับนิทานเท่าที่นึกออกในขณะนี้ค่ะ

เหตุที่เขียนบันทึกนี้ขึ้น เพราะอยากเสนอว่า หากเราสอนพุทธศาสนาเด็กๆด้วยนิทาน โดยชวนเด็กคิดตาม อาจจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยให้เด็กๆนำพุทธศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวันได้

การนำองค์ธรรมมาสัมพันธ์กับนิทานนั้น ไม่ยากค่ะ แต่ที่ยากคือ ทำอย่างไร เด็กๆจึงจะสนุกกับการฟังนิทานที่มีการแจกธรรมอย่างนี้

ปัญหานี้ บางที ข่าวกิจกรรมนี้อาจช่วยแก้ไขได้ค่ะ

กรุงเทพมหานคร  ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม (นิด้า) และองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย จัดหลักสูตร “โตไปไม่โกง”โดย  “ เน้นกิจกรรมที่ให้ทั้งความสนุกสนานและสร้างสรรค์แก่เด็ก ผ่านการเล่านิทาน เกมการละเล่นต่างๆ การร้องเพลง กิจกรรมศิลปะ บทกวีและคำคล้องจองสำหรับเด็ก รวมทั้งกิจกรรมสร้างประสบการณ์อื่นๆ  เพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดอย่างมีเหตุผลและซึมซับคุณค่าแห่งความดีอย่างเป็นธรรมชาติ  และสร้างความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ภูมิใจในการทำความดี รังเกียจคนโกงและคนเก่งแต่โกง”

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม เชิญแวะไปที่ http://growinggood.org นะคะ

 
ข้อความนี้ถูกเขียนใน นิทานพื้นบ้าน คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s