รวมลิ้งค์นิทานส่งเสริมคุณธรรมประกอบภาพ

ลิ้งค์นิทานส่งเสริมคุณธรรมประกอบภาพ

เรื่อง ทำไมเมฆจึงมีรูปร่างต่างๆ

นิทานอิงธรรม

http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=13140

เรื่อง “ทำไมหมาป่าจึงกลายเป็นหมาบ้าน”

why wolf becom dog

นิทานอิงธรรม

http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=13156

นิทาน “ลิ้นจี่ … ทำดีมากจ๊ะ”

นิทานอิงธรรมะ

http://portal.in.th/nadrda2/pages/14098/

โพสท์ใน นิทานคุณธรรม | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

2010 in review

The stats helper monkeys at WordPress.com mulled over how this blog did in 2010, and here’s a high level summary of its overall blog health:

Healthy blog!

The Blog-Health-o-Meter™ reads This blog is doing awesome!.

Crunchy numbers

Featured image

A Boeing 747-400 passenger jet can hold 416 passengers. This blog was viewed about 1,400 times in 2010. That’s about 3 full 747s.

In 2010, there were 11 new posts, not bad for the first year! There were 43 pictures uploaded, taking up a total of 2mb. That’s about 4 pictures per month.

The busiest day of the year was December 21st with 48 views. The most popular post that day was วาดลายเส้นดอกไม้.

Where did they come from?

The top referring sites in 2010 were th.wordpress.com, google.co.th, nadrda3.blogspot.com, facebook.com, and yorkza.com.

Some visitors came searching, mostly for ลายเส้นดอกไม้, ภาพวาดดอกไม้, ลายเส้น, and รูปวาดดอกไม้.

Attractions in 2010

These are the posts and pages that got the most views in 2010.

1

วาดลายเส้นดอกไม้ December 2010

2

การวาดลายเส้นรูปดอกไม้ June 2010

3

ภาพวาดดอกไม้สีน้ำ June 2010

4

องค์ธรรมจากนิทาน ” ยายกะตาปลูกถั่วงาให้หลานเฝ้า “ October 2010

5

ภาพวาดดอกไม้สีน้ำ June 2010

โพสท์ใน เรียนวาดสีน้ำ | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

วาดรูป ลอกเส้น และลงสี(น้ำ)กุหลาบ

การวาดภาพสีน้ำ เราวาดโดยการร่างและลงสีภาพบนกระดาษสีน้ำไปเลยไม่ต้องร่างภาพด้วยดินสอก่อนก็ได้ แต่หากต้องการวาดภาพและตกแต่งแก้ไขด้วยดินสอก่อนแล้วค่อยลงสี ควรวาดในกระดาษอื่น เพื่อป้องกันหน้ากระดาษสีน้ำเสียหายหากมีการลบแก้ไข แล้วจึงค่อยลอกภาพที่ตกแต่งแก้ไขดีแล้วลงบนกระดาษที่ต้องการวาดจริง

เราเริ่มด้วยการวาดเส้น กันนะคะ จากนั้นจึงลอกภาพ และลงสี

มาลองวาดดอกกันก่อนค่ะ เริ่มจากการคะเนลักษณะของดอกด้วยรูปทรงง่ายๆ จากนั้นจึงร่างกลีบด้วยการแบ่งส่วนดอกโดยใช้เส้นง่ายๆก่อน แล้วจึงตกแต่งเส้นให้สวยงาม

 

เติมกลีบเลี้ยง ก้านชูดอก กำหนดตำแหน่งใบชุดที่ 1 ด้วยเส้นกลางใบ แล้ววาดเส้นรอบรูปของใบตาม

 

จากนั้นจึงวาดใบชุดต่อๆมา

 

จนเป็นภาพสำเร็จ

 

แล้วจึงลอกภาพลงกระดาษสำหรับสีน้ำและลงสี

สำหรับกระดาษที่ใช้ จะใช้กระดาษสำหรับวาดภาพสีน้ำโดยตรง หรือกระดาษสำหรับวาดสีอะคริลิคแต่นำมากลับด้านหลังวาดเอาก็ได้ค่ะ (เช่นเวลาจะวาดคาร์ดทำมือ อาจใช้กระดาษสำหรับสีอะคริลิคซึ่งมีความหนาสูงสุดถึง 400 แกรม ความหนาของกระดาษจะสะดวกต่อการทำงาน และเหมาะจะส่งทางไปรษณีย์มาก)

อุปกรณ์ในการทำงานก็มี ดินสอ HB กระดาษลอกลาย ยางลบดินสอ เทปใส

เริ่มจากเมื่อวาดภาพที่ต้องการเสร็จแล้ว ลอกภาพด้วยกระดาษลอกลายและดินสอดำก่อน

พลิกด้านหลังของกระดาษที่ลอกลายไว้แล้วขึ้น ใช้ดินสอดำฝนคร่อมทับลายเส้นที่เห็นจนทั่ว

ภาพนี้แสดงภาพด้านหน้าและด้านหลังของกระดาษที่ฝนดินสอทับลายเส้นเสร็จแล้ว

นำกระดาษลอกลายที่ฝนทับลายเส้นด้านหลังแล้ว ไปวางบนกระดาษที่ต้องการวาดภาพ โดยวางด้านหน้าของกระดาษขึ้น อาจใช้เทปใสช่วยยึดเพื่อกันเลื่อน แต่ควรระวังในการลอกเทปออก อย่าให้เทปทำลายหน้ากระดาษสีน้ำ ใช้ดินสอวาดทับตามเส้นอีกครั้ง แรงกดของดินสอ จะผลักสีดำของรอยฝนที่ด้านหลังให้ไปเกิดเป็นลายเส้นบนกระดาษ

เมื่อยกกระดาษลอกลายออก จะเห็นภาพวาดเพียงลางๆ

ที่พร้อมให้เราลงสีค่ะ

                                                               สีที่ใช้ ใช้สีเหลืองมะนาว ส้มอมแดง ม่วงแดง 

หากดอกบานเร็ว เกรงว่าเมื่อวาดเสร็จแล้ว ดอกจะค่อยๆบานจนรูปร่างเปลี่ยนแปลง แสงเงาอาจเปลี่ยนไป จนไม่ทราบว่าจะลงสีอย่างไร ก็ใช้ดินสอลงแสงเงาคร่าวๆ ไว้ก่อนก็ได้ค่ะ (ไม่ต้องกังวลว่าจะแรเงาไม่สวย เราทำงานคนเดียว ทำแบบที่ว่ารู้คนเดียวก็ได้) การแรเงา นอกจากจะเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ยังช่วยฝึกการสังเกตุตำแหน่งของแสงเงาอีกด้วย

 

การลงสี สีที่ใช้มีสีเหลืองมะนาว  สีม่วงแดง  สีส้มอมแดง

ให้สีเหลืองมะนาวที่ผสมให้สีอ่อนลงเป็นสีที่ 1, ผสมสีม่วงแดงในสีมะนาวเล็กน้อย(ไม่เกิน 5 %) จนเป็นสีเหลืองที่คล้ำขึ้น ให้เป็นสีที่ 2, ส่วน สีส้มอมแดง เป็นสีที่ 3

      

       สี 1                  สี 2                      สี 3

การวาดภาพพฤกษศาสตร์จริงๆ เนื่องจากแทบจะเป็นการ “ถ่ายภาพ” พืชพรรณตามธรรมชาติด้วยสี จึง ไม่นิยมเว้นพื้นที่ให้เห็นเป็นสีขาวของกระดาษค่ะ เพราะในธรรมชาติเราคงหาลักษณะอย่างนั้นในพืชแทบไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่เคร่งครัด ว่าเราไม่ใช่ Botanical Artist ที่กำลังวาดภาพวาดพฤกษศาสตร์ ภาพที่วาดไม่จำเป็นต้องเหมือนธรรมชาติเสียทีเดียว ถ้าจะเว้นให้เห็นสีขาวของกระดาษบ้าง ก็แล้วแต่ความชอบใจค่ะ

เวลาทำงาน ดิฉันมักใช้พู่กัน 2 อัน ในขณะเดียวกัน  อันหนึ่งสำหรับแต้มสีลงในพื้นที่ทำงาน อีกอัน เป็นพู่กันชื้น ไว้ใช้สำหรับเกลี่ยสีให้กลมกลืนไปกับพื้นเดิม

เราจะ ลงสีไปทีเดียวทั้งภาพ แล้วค่อยๆแต่งเป็นส่วนๆค่ะ  โดย ผสมสีเหลืองกับน้ำจนเป็นสีที่ค่อนข้างจาง นำมา ทาให้เต็มดอก ทิ้งให้แห้ง (1)

แล้วจึงเริ่มแต่งเงาทีละกลีบ โดยทาน้ำลงในเฉพาะกลีบที่จะทำงาน ใช้พู่กันอันหนึ่งแตะสี 2  ลงในตำแหน่งเงา ใช้พู่กันชื้นอีกอัน เกลี่ยเงาให้กลมกลืน ทำจนเต็มดอก (2)

จากนั้นจึงแต่งสีของขอบกลีบดอก โดยขอบกลีบที่พับงอ ทาน้ำให้ในบริเวณที่จะทำงานให้เต็ม แล้วแต้มสี 3 ลงไป ปล่อยให้สีกระจายไปตามน้ำ (3)

 

สำหรับขอบกลีบปกติ ทาน้ำให้มีพื้นที่มากกว่าพื้นที่ที่จะลงสี แต้มสี 3 ตามปลายกลีบ เนื่องจากเราตั้งกระดาษให้เอียงเล็กน้อยอยู่แล้ว สีจะค่อยๆซึมลงไปสู่ภายในตัวกลีบดอกเอง แต่อาจใช้ปลายพู่กันเกลี่ยช่วยบ้างก็ได้ เมื่อเติมสีขอบกลีบจนเต็มดอกแล้ว (4)

จึงเติมเงาดอกเพิ่มเพื่อให้ดอกดูมีมิติขึ้นด้วยสี 2  โดยใช้พู่กันอันหนึ่งแต้มสีลงไปในตำแหน่งที่ต้องการ แล้วใช้พู่กันชื้นอีกอันรีบเกลี่ยให้สีกลมกลืนไปกับพื้นเดิม โดยจะทาน้ำก่อนหรือไม่ก็ได้ (5)

 

 เมื่อลงสีดอกเสร็จ ก็มาลงสีใบค่ะ

การลงสีใบด้วยวิธีนี้ แม้จะไม่มีเส้นใบ แต่เราใช้ก็วิธีนี้ได้ตามต้องการ หากยังไม่สามารถควบคุมความชื้นในพู่กัน หรือกะเวลารอภาพหมาดพอเหมาะ เพื่อลากพู่กันชื้นผ่านใบ ให้เกิดเป็นเส้นใบได้ การทำงานด้วยวิธีนี้จะเหมาะมากค่ะ

 

เริ่มจากทาสีฟ้าจางๆลงในตัวใบเพียงครึ่งซีก

 

รีบแตะสีเขียวอมเหลืองที่ค่อนข้างข้นลงไป โดยใช้พู่กันปลายค่อนข้างแหลม ลากสีเป็นรอยสั้นๆออกจากด้านข้างของใบเพื่อสร้างรอยหยักของขอบใบ แล้วเติมสีนี้ลงในตัวใบเช่นกัน ทิ้งบางส่วนให้เห็นเป็นสีฟ้าเดิมไว้ เพื่อให้เป็นบริเวณแสงจัด (ควรเว้นเป็นแนวฝกล้ขอบใบ ด้านใดด้านหนึ่งด้วย เพื่อให้ตัวใบดูมีความหนา)

 

รีบแต้มสีเขียวเข้มตามในขณะที่สียังหมาดอยู่ เพื่อให้สีผสานกันดี

  

ใช้พู่กันแตะสีเขียวเข้มนี้ ผสมกับสีแดงเล็กน้อย เพื่อให้ได้สีเขียวที่เข้มขึ้น แต้มลงในบริเวณที่เป็นเงามืด

 

  

ทาสีฟ้าที่บนใบอีกซีก เว้นช่องว่างห่างจากใบซีกแรกให้เป็นแนวบางๆ (เพื่อที่เมื่อวาดเสร็จ เราจะเติมสีเหลืองอมเขียวอ่อนๆ เพื่อให้เป็นเส้นกลางใบ)

 

 ทาสีใบอีกซีกด้วยวิธีเดิม

เมื่อวาดเสร็จทั้งภาพ จึงค่อยเติมสีตรงแนวที่เว้นไว้ จนได้ภาพที่เสร็จสมบูรณ์

โพสท์ใน สอนวาดสีน้ำ | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

วาดลายเส้นดอกไม้

แม้ว่าการวาดภาพในบล็อคนี้จะเป็นการทำงานโดยร่างภาพด้วยสี ไม่ได้ใช้การวาดด้วยดินสอก่อน แต่การฝึกวาดด้วยดินสอก่อน กลับเป็นเรื่องจำเป็นค่ะ เพื่อให้คุ้นเคยกับการคะเนทิศทางของเส้น การคะเนสัดส่วนของภาพที่จะวาด เมื่อฝึกหัดวาดเส้นสักระยะแล้ว จึงฝึกวาดโดยการไม่ต้องร่างภาพด้วยเส้นต่อไป

ลองวาดกุหลาบกันนะคะ เริ่มการฝึกวาดที่กลีบเลี้ยงกันก่อน

โดยเริ่มที่วาดเส้นกลางกลีบก่อน จากนั้นวาดเส้นขอบกลีบล้อมรอบ

วาดส่วนต่างๆของกุหลาบ

ไม่ว่ารูปร่าง ทิศทางจะเป็นอย่างไร ก็เริ่มต้นที่เส้นกลางกลีบ แล้วลากเส้นขอบด้านข้างเติมตามแนว ดอกตูม ตั้งแต่ตูมมากๆ ไปจนค่อยๆแย้ม ลองวาดแบบดอกหน้าตรงกันก่อนนะคะ เริ่มจากวาดวงกลมเป็นเส้นรอบรูป (1) แล้ววาดกลีบเลี้ยงเติมภายใน (2)จากนั้นจึงเติมกลีบดอก (3)

how to draw rose

สำหรับดอกตูมด้านข้าง คะเนทรงด้วยรูปหยดน้ำ(1) วาดกลีบเลี้ยงล้อมรอบ(2) แบ่งกลีบดอกภายในคร่าวๆ (3) แล้วจึงตกแต่งลายเส้นให้สวยงาม (4) ดอกตูมที่เริ่มแย้มจะคะเนรูปร่าง

drawing rose

การวาดลายเส้นรูปดอกกุหลาบ

ของดอกด้วยรูปทรงของผลชมพู่ก็ได้ค่ะ ส่วนวิธีการก็เหมือนกับการวาดดอกตูมมาก ดังเช่น 2 ภาพนี้

drawing

การวาดภาพลายเส้นดอกกุหลาบ

rose

การวาดภาพลายเส้นดอกกุหลาบ

สำหรับดอกบาน

ใช้วงกลมหรือวงรีตั้งแต่หนึ่งวงขึ้นไปในการคะเนรูปร่างของดอกค่ะ ดังเช่นดอกในมุมด้านหลังนี้ เริ่มจากร่างวงรีเป็นขอบเขตของดอกก่อน (1) วาดกลีบเลี้ยง แบ่งกลีบดอก (2) แล้วแต่งลายเส้นให้สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ (3)

                               

ดอกบานบางดอกดูเหมือนจะวาดยาก แต่หากค่อยๆแบ่งวาดเป็นส่วนๆ จะพบว่าทำงานง่ายกว่าที่คิด เช่นดอกนี้

เป็นดอกที่หันหน้าตรงเข้าหาเรา ดอกบานบางส่วน บางส่วนยังตูมเป็นรูปถ้วยอยู่ตรงกลาง จึงประมาณรูปร่างดอกด้วยวงกลมที่ซ้อนกัน 2 วง (1) วาดกลีบดอกภายในก่อน โดยแบ่งกลีบด้วยเส้นง่ายๆ  (2) จากนั้นจึงตกแต่งลายเส้นให้สวยงาม (3) จนเต็ม (4)

 

แล้วจึงร่างกลีบบานด้วยเส้นง่ายๆ (5) แล้วตกแต่งเส้นให้สวยงาม (6)

สำหรับบางดอก เราอาจกำหนดรูปร่างของดอกด้วยเส้นโค้งด้วย ดังเช่นดอกนี้

 

วาดวงกลมซ้อนกัน 2 วง วงหนึ่งเป็นเส้นรอบรูป อีกวงเป็นเส้นของแนวขอบกลีบที่ซ้อนกันเป็นวงอยู่กลางดอก (1) ร่างกลีบที่ล้อมรอบส่วนกลางของดอกด้วยเส้นโค้ง และแบ่งวงกลมบางส่วนเป็นกลีบดอก (1 และ 2)

  

 ตกแต่งกลีบให้เป็นธรรมชาติ (3) แล้วร่างกลีบที่เหลือด้วยเส้นง่ายๆ (4)

  

แล้วจึงตกแต่งกลีบทั้งหมดจนสวยงาม

เราอาจใช้วงกลมหรือวงรีซ้อนกันสัก 3 วง (1) เพื่อกำหนดรูปทรงของดอกก็ได้ค่ะ ดังดอกที่ก้มลงพื้นดอกนี้ (เวลาร่างดอก เราอาจกำหนดดอกตูมลงไปด้วยก็ได้)

  

วาดส่วนกลางของดอกก่อน (2) เมื่อประสบการณ์มากขึ้นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องร่างกลีบดอกด้วยเส้นง่ายๆก่อน วาดกลีบดอกตามที่ตาเห็นได้เลย

 

ค่อยๆวาดกลีบเติมออกสู่ภายนอก (3) จนเต็มดอก (4)

และเมื่อวาดบ่อยๆขึ้น ก็อาจไม่ต้องคะเนรูปร่างดอกด้วยวงกลมก็ได้ค่ะ ดังเช่นดอกหันข้างนี้ หากเราวาดวงกลมเป็นขอบเขตของดอก เราจะใช้วงกลม 2 วงซ้อนกัน

 

เราจะวาดโดยไม่ต้องวาดวงกลมกะสัดส่วนของดอกกันค่ะ วาดกลีบดอกโดยกะประมาณเอาด้วยสายตาให้เป็นขอบเขตของกลีบดอกที่ซ้อนกันเป็นถ้วยอยู่กลางดอก (1) จากนั้นจึงเติมรายละเอียดภายใน (2)

 

จากนั้นจึงวาดกลีบที่ล้อมรอบอยู่รอบถ้วยให้เต็มดอก (3)

 

กุหลาบเป็นดอกไม้ที่วาดแล้วสนุกค่ะ เพราะความที่รูปร่างของดอกไม่ตายตัว ชวนให้เราคิดว่าจะหารูปวงกลม วงรี หรือเส้นแบบใด มาประกอบกันเพื่อประมาณลักษณะดอกคร่าวๆดี

 

คิดว่าตัวอย่างการวาดดอกคงพอประมาณแล้วนะคะ คราวหน้าเราจะวาดใบกันค่ะใบกันบ้าง

 

โพสท์ใน วาดรูปลายเส้น | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ทำไมทุกข์ไม่ดับ

น้องสาวท่านหนึ่งมักวาดฝันอนาคตที่มีร่วมกันกับชายคนรัก เมื่อฝันจบก็ทุกข์เสมอ เพราะเธอรู้ดีว่าไม่สามารถมีอนาคตร่วมกันกับชายที่มีเจ้าของ แม้จะได้รู้เป็นเลาๆว่าเขากับภรรยากำลังระหองระแหง แต่เธอก็ไม่อยากทำบาปด้วยการพาตัวเองเข้าไปเป็นหนึ่งในสาเหตุของการแตกร้าวของคนทั้งคู่

ภาพวาดสีน้ำดอกอีญชัน

 

เธอพยายามลืมเขา แต่ก็อดคิดถึงเขาบ่อยๆไม่ได้ จึงเฉไฉ หางานต่างๆทำไปพอให้หมดวัน พยายามคิดว่า ณ ปัจจุบันนี้เธอไม่มีเขา ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรก็อย่าไปฝันถึง จึงรอดจากการหลั่งน้ำตาบ้าง ไม่รอดบ้างไปวันๆ

ทำไม…

เธอคิดว่าเธอพยายามดับทุกข์ แต่ทำไมทุกข์จึงไม่จางจากใจได้เลย อันที่จริง เธอไม่ได้คิดจะดับทุกข์ หากกำลังหลงใหลในทุกข์ เพราะเธอยังถนอมความรักของเธอไว้ แม้การรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ จะทำให้เธอทุกข์ แต่การมีเขาอยู่ในใจ การได้คิดถึงเขา การวาดฝันถึงอนาคตที่มีร่วมกัน กลับทำให้เธอมีความสุข เธอจึงเสวยทั้งสุขและทุกข์ เพลิดเพลิน (นันทิ) อยู่ในเวทนาทั้งหลายนั้นเอง

ทุกข์ของเธอจึงไม่ดับ เพราะเธอไม่ได้คิดจะดับ เธอไม่ต้องการความดับของทุกข์ (นิโรธ)

และเมื่อทุกข์เกิด ที่ทุกข์ดับไม่ได้ เพราะเธอไม่ได้ดับที่เหตุ (สมุทัย) คือปัญหาที่ทำให้เกิดทุกข์ แต่เธอไปดับที่ความทุกข์ใจ กระวนกระวายใจ (ทุกข์) อันเป็นผลของปัญหา

ทุกข์นั้น เราแทบดับไม่ได้ แต่เราแก้ปัญหาอันเป็นสาเหตุของทุกข์ได้ เมื่อหมดเหตุ ก็หมดทุกข์

water color paint

ภาพวาดสีน้ำ

หากเธอคิดจะดับทุกข์จริงๆ เธอต้องควบคุมกายใจ และพยายามทำในสิ่งที่นำไปสู่การดับของทุกข์ (มรรค) คือ

(1) ปิดกั้นกิเลสใหม่ โดยควบคุมอายตนะ (อายตนะ 6 มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เช่น ไม่ดูภาพถ่าย ไม่รับโทรศัพท์ ไม่จับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเขามาคิด มาจินตนาการ (สังขาร) จนเกิดความทะยานอยาก (ตัณหา) ต่อไป

(2) ขูดลอกของเก่า โดยฝึกการคิดแบบโยนิโสมนสิการอยู่บ่อยๆ เพื่อนำสู่ปัญญาดับทุกข์ เช่น

-นำรูปกาย(รูปขันธ์)ของเขาที่เธอหลงใหล มาพิจารณาด้วยความเป็นธาตุ, หรือด้วยความไม่งามของเรือนกายที่อยู่ภายใต้ผิวหนัง, หรือด้วยอสุภะ ว่าหลังจากการตาย รูปกายเขาจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร

-พิจารณาถึงนามขันธ์ (เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ว่ามีคุณ มีโทษ อย่างไร เพื่อจะได้วางใจเป็นกลางกับขันธ์นั้นๆ การเห็นแต่โทษ จะทำให้อยากกำจัดออก ยิ่งอยากผลักออก ก็เท่ากับยอมรับว่ามีสิ่งที่ยึดไว้ จึงยิ่งยึดไว้มากขึ้นเท่านั้น ส่วนการเห็นคุณ ทำให้อยากจะดึงเข้ามายึดครอง การเห็นทั้งคุณทั้งโทษ จึงทำให้จะดึงเข้าก็ไม่ได้ จะผลักออกก็ไม่ได้ ใจจึงเกิดความเห็นเป็นกลาง (อุเบกขา) กับสิ่งนั้นๆ (เช่น หยิบความรักที่มีต่อเขาขึ้นมาพิจารณาว่ามีคุณโทษอย่างไร มีคุณก็เช่น ทำให้เธอรู้ว่าเธอยังมีหิริ โอตัปปะ มีศีล จึงไม่ไขว่คว้าเขามาครอบครอง มีโทษก็เช่น ทำให้เธอเกิดความทุกข์เป็นต้น)

-พิจารณาธรรมต่างๆด้วยความเป็นไตรลักษณ์ มีเกิด ดำรงอยู่ และดับในที่สุด เช่น รูปกายมนุษย์ล้วนไม่เที่ยง เธอกับเขา อย่างไรเสียก็ต้องสูญเสียซึ่งกันและกันเพราะความตาย เธอไม่สูญเสียเขาในวันนี้ ก็ต้องสุญเสียเขาในวันหน้า, หรือความรักที่เกิดขึ้นและตั้งอยู่ในขณะนี้ เวลาเนิ่นไป ก็ย่อมจางหายดับไปเป็นธรรมดา

(3) ฝึกสติปัฏฐานตามแนวอานาปานสติสูตร ซึ่งนอกจากจะเพื่อให้มีสติระลึกรู้อยู่กับกาย เวทนา จิต และธรรม แล้ว ยังเพื่อให้จิตมีคุณภาพและไวพอที่จะ “รู้” ถึงเวทนาที่ละเอียดได้ เพื่อหยิบมาพิจารณาต่อไป และเพื่อบังคับจิตได้ เช่น จะบังคับให้คิด หรือไม่คิด เรื่องใดก็ได้ เหล่านี้เป็นต้น

water color paint

ภาพวาดสีน้ำดอกอัญชัน

ท่านพุทธทาสบรรยายไว้ว่าการดับทุกข์มี 2 แบบ คือแบบหมา และแบบเสือ จะดับทุกข์ให้สำเร็จ ต้องดับแบบเสือ ดังที่ยกมาอ้างถึงนี้

“ นี้เรียกว่า ควบคุมกระแสแห่งชีวิต ให้มันเป็นไปแต่ในทางที่ไม่เป็นทุกข์ … ไม่เป็นทุกข์ มี ๒ เรื่อง คือเรื่องความทุกข์กับความไม่มีทุกข์ มี ๒ เรื่องเท่านั้น ทำให้ไม่มีความดับ

ดับทุกข์ ก็เรียกว่าทำไม่ให้เกิดความทุกข์ อย่าไปรบกับความทุกข์ ป่วยการ ทำอย่าให้มันเกิดความทุกข์ ตัดต้นเหตุของมันเสีย พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่าดับทุกข์ แต่พอถามว่า อะไรๆทำอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านกลับตอบว่า ดับตัณหา ไม่ใช่ดับทุกข์ ดับทุกข์ คือไปดับที่เหตุของความทุกข์ อย่าไปสู้กับฝ่ายกิเลส อย่าไปสู้กับความทุกข์ ไปจัดการกับต้นเหตุแห่งความทุกข์

เหมือนจะดับไฟ ดับไฟนี่ อย่าไปดับที่ไฟ มันจะไหม้เอา ดับที่ต้นเหตุของไฟ เช่น เอาน้ำไปสาดที่เชื้อเพลิง ก็ไม่ทำให้เกดไฟ ไฟเกิดไม่ได้ นี้เรียกว่าดับทุกข์ ต้องดับที่ต้นเหตุแห่งความทุกข์ ถ้าไปดับที่ปลายเหตุ มันก็เลอะเทอะ แล้วก็ไม่สำเร็จ แล้วมันก็จะโง่เป็นหมา พูดคำหยาบหน่อยนะ แต่ว่าพูดอย่างนี้มันเข้าใจได้ดี … มันโง่เป็นหมา

คือหมามันจะไปดับที่ปลายเหตุ คุณลองเอาไม้แหย่หมาซี แหย่หมา หมามันจะกัดที่ปลายไม้ แต่ถ้าคุณไปแหย่เสือหรือราชสีห์นี่ มันไม่กัดที่ปลายไม้ มันจะกระโจนเข้าหาคนที่ถือไม้ ราชสีห์หรือเสือ มันจะไปจัดการที่ต้นเหตุ โง่เป็นหมามันก็ไปจัดการที่ปลายเหตุ … ที่ปลายเหตุ ไม่มีจุดจบ

ฉะนั้น เราจึงต้องจัดการที่ต้นเหตุ อย่าไปจัดการที่ปลายเหตุ อย่าไปจัดการกับผล ไปจัดการที่ต้นเหตุดีกว่า มันจะควบคุมชีวิตให้เป็นไปอย่างถูกต้อง จงจัดการที่ต้นเหตุแห่งความไม่ถูกต้องอย่างที่กล่าวมาแล้ว ควบคุมธาตุตามธรรมชาติ ควบคุมอายตนะ ควบคุมเบญจขันธ์ ควบคุมปฏิจจสมุปบาท ควบคุมความทุกข์ ให้ถูกต้องตามลำดับ ก็เรียกว่า ประสบความสำเร็จในการควบคุมกระแสแห่งชีวิต กระแสแห่งชีวิตได้รับการควบคุมอย่างถูกต้องแล้ว มันก็ไหลไปสู่พระนิพพาน มิฉะนั้นมันจะไหลไปสู่ความทุกข์เมื่อควบคุมมันไม่ถูกต้อง”

พุทธทาสภิกขุ กระแสชีวิต ธรรมสภา กรุงเทพ พ.ศ.2545 (หน้า 124 – 126)

เพราะต้องการความดับของทุกข์ จึงมีการกระทำเพื่อให้หมดเหตุที่จะเกิดทุกข์ แต่หากหลงใหลในทุกข์ เพลิดเพลินอยู่ในความทุกข์ ก็คงวนเวียนอยู่ในทั้งทุกข์ทั้งสุขอยู่อย่างนี้

โพสท์ใน พุทธศาสนา | ติดป้ายกำกับ , , , , , | ใส่ความเห็น

องค์ธรรมจากนิทาน ” ยายกะตาปลูกถั่วงาให้หลานเฝ้า “

เขียนเรื่องเกี่ยวกับการวาดภาพดอกไม้ด้วยสีน้ำมาหลายเรื่องแล้ว อยากนำเรื่องสำหรับเด็กมากล่าวถึงบ้าง

เด็กๆเรียนรู้จากนิทาน จากงานที่ทำ จากการร้องเพลง จากการเล่น ฯลฯ เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยเล่านิทานเรื่อง “ยายกะตาปลูกถั่วงาให้หลานเฝ้า”กันมาบ้าง

เราอาจจะแทรกการสอนหลักธรรมในพุทธศาสนาไปด้วยขณะเล่าให้เด็กฟังได้ แม้ว่าจะไม่ง่ายนัก

หากมองในแง่พุทธศาสนา จะพบว่าทั้งหลานและตัวละครในเรื่องนี้ธรรมในหลายองค์ธรรมด้วยกัน

ในแง่ของหลาน  

พบว่าหลานขาดการนำธรรมะมาใช้ในชีวิต คือ ขาดการคิดแบบโยนิโสมนสิการ (ซึ่งมี 10 วิธีคิด),  ขาดสัปปุริสธรรม 7,ขาดอิทธิบาท 4 ขาดคิหิวินัย และขาดธรรมที่ทำให้เป็นบุคคลที่หาได้ยาก

1 ขาดการคิดแบบโยนิโสมนสิการ เช่น

การคิดแบบวิภัชชวาท สามารถนำการพูดการคิดแบบนี้มาประยุกต์กับการแก้ไขสถานการณ์ปัจจุบันได้โดย แยกเป็นหลายๆแนวทาง หลายๆแง่มุม แล้วจึงหาข้อสรุป เช่น หากคิดว่า การช่วยยายกับตาเฝ้าถั่วงา ส่งผลดีและผลเสียอย่างไร

จะได้ว่า

คิดในทางที่เกิดคุณต่อตายาย ตายายชื่นใจที่หลานกตัญญู ตอบแทนบุญคุณที่เลี้ยงดูมาด้วยการเป็นหูเป็นตา ดูแลทรัพย์สินของครอบครัว  

คิดในแนวที่เกิดคุณแก่หลาน หลานได้รับการยกย่องจากบุคคลทั่วไป

การคิดในทางที่เกิดโทษต่อหลาน  หลานหมดโอกาสที่จะได้เล่นสนุกกับเพื่อน ลดโอกาสได้เรียนรู้โลกกว้าง

หากหลานได้คิดว่าผลจะเป็นอย่างไรตามวิธีต่างๆแล้ว เมื่อนำมาประเมิน หลานคงตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ซึ่งผลอาจไม่ได้เป็นตามที่เกิดในนิทานก็ได้ (เช่น อาจรับอาสาเฝ้าถั่วงาอย่างเต็มใจ เอาใจใส่ แต่ขอแบ่งเวลาจากตายายเพื่อไปวิ่งเล่นบ้าง)

การคิดแบบสืบสวนต้นเค้า หรือสืบสาวหาปัจจัย ตามหลักธรรมอิทัปปัจยตา ปฎิจจสมุปบาท เช่น เมื่อคิดจากผลที่หลานถูกตี ย้อนลงไป จะพบว่าเป็นเพราะการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายนั่นเอง หรือจากการที่แมงหวี่ไปตอมตาช้าง ส่งผลต่อกาอย่างไร เป็นต้น

(วิธีคิดที่เหลือคือ วิธีคิดแบบแยกองค์ประกอบ, วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ หรือรู้เท่าทันธรรมดา,วิธีคิดแบบอริยสัจจ์,วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์, วิธีคิดแบบเห็นคุณโทษและหาทางออก, วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้ คุณค่าเทียม,วิธีคิดแบบเร้าคุณธรรม และวิธีคิดแบบปัจจุบันธรรม)

2 ขาดบางข้อในองค์ธรรม สัปปุริสธรรม 7 เช่น

ไม่ รู้จักเหตุ ไม่รู้ว่าการไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่จะส่งผลต่อตนอย่างไร

ไม่ รู้จักผล ไม่รู้ว่าที่ตนถูกตีมาจากเหตุอะไร

ไม่ รู้จักตน ไม่รู้ว่าตนมีศักยภาพอย่างไร มีหน้าที่อะไร

ไม่ รู้จักกาล ไม่รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร

(องค์ธรรมที่เหลือคือ รู้จักประมาณ เช่น ประมาณในการรับประทานอาหาร ไม่ให้อิ่มมากเกินไป ประมาณระยะเวลาในการทำงานใดงานหนึ่ง, รู้จักบุคคล คือรู้ว่าบุคคลใดมีอุปนิสัยอย่างไร ควรปฏิบัติตอบอย่างไร และรู้จักบริษัท คือรู้จักสังคมของตน การปฏิบัติตนตามหน้าที่ ฐานะ ที่มีในสังคมด้วยความรับผิดชอบ)

3 ขาดอิทธิบาท 4

คือขาดฉันทะ วิระยะ จิตตะ และวิมังสา เพราะขาดความรักในงาน จึงขาดความอุตสาหะ ขาดการเอาใจใส่ และการตรวจสอบงานให้ได้รับผลดีอยู่เสมอ จึงได้ปล่อยปละละเลยงานที่ได้รับมอบหมายจนเกิดความเสียหายขึ้น อันนำไปสู่ความเดือดร้อนของทั้งตนเอง และผู้อื่น

4 ขาดคิหิวินัย

คือมีความเกียจคร้าน ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเป็นประพันธ์คาถาใน สิงคาลกะสูตร ว่า

          “ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลย

หนุ่มสาวที่ละทิ้งการงาน

โดยอ้างว่า “เวลานี้หนาวเกินไป

เวลานี้ร้อนเกินไป เวลานี้เย็นเกินไป” เป็นต้น

          ส่วนผู้ใดทำหน้าที่ของบุรุษ

ไม่ใส่ใจความหนาว ความร้อน ยิ่งไปกว่าหญ้า

ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมไปจากความสุข”

 

5 สำหรับบุคคลที่หาได้ยาก 2 นั้น คือ บุพการี อันหมายถึงผู้อุปการะก่อน ผู้ทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และ กตัญญูกตเวที อันหมายถึงผู้รู้อุปการะที่เขาทำแล้ว ผู้รู้จักคุณค่าแห่งการกระทำดีของผู้อื่น และแสดงออกเพื่อบูชาความดีนั้น หรือกระทำการตอบเพื่อทดแทนบุญคุณ หากหลานรู้ถึงบุญคุณที่ตายายได้เลี้ยงดูมา ก็คงรับอาสาทำงานให้ด้วยความเต็มใจ

ในแง่ของตัวละครอื่นๆ

ตัวละครทั้งหมด ขาดบางข้อในกัลยาณมิตรธรรม เป็นมิตรเทียมตามคิหิวินัย และขาดพรหมวิหาร 4 และสังคหวัตถุ 4

1 ขาดกัลยาณมิตรธรรม คือ

ขาด  การรู้จักพูดให้ได้ผล การพูดอธิบายเหตุผลให้เข้าใจ การเป็นที่ปรึกษาที่ดี

ขาด การอดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟัง ซักถาม เสนอ และวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ฉุนเฉียว

(องค์ธรรมอื่นๆคือ น่ารัก ในฐานเป็นที่สบายใจ ชวนให้อยากเข้าไปใต่ถาม, น่าเคารพ ในฐานประพฤติประพฤตสมควรแก่ฐานะ ทำให้รู้สึกว่าเป็นที่พึ่งได้, น่าเจริญใจ หรือน่ายกย่อง ในฐานที่มีความรู้และเป็นผู้อบรมตนอยู่เสมอ ควรเอาอย่างและอ้างถึง, แถลงเรื่องลึกล้ำได้ ในฐานที่อธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายๆ และไม่ชักนำในอฐาน คือไม่แนะนำเรื่องเหลวไหล หรือชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย)

และเพราะช่วยเหลือเพื่อนเมื่อตนมีภัย จึงจัดเป็นมิตรเทียม ตามคิหิวินัย (ตามที่ปรากฏในสิงคาลกะสูตรเช่นกัน)

2 ขาดพรหมวิหาร 4

แมงหวี่ ได้ชื่อว่าขาดธรรมในข้ออุเบกขา เพราะเมื่อเพื่อนทำผิด นอกจากจะไม่เป็นกัลยาณมิตร ไม่อธิบายเหตุผลให้เข้าใจ เพื่อแก้ไขพฤติกรรม ยังช่วยเหลือให้ได้ทำผิดต่อไป ไม่วางใจเป็นกลาง ปล่อยให้เป็นไปตามธรรม

ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ถือว่าขาดกรุณา คือ เมื่อเห็นเพื่อนมีทุกข์ ไม่มีความปรารถนาให้เพื่อนพ้นทุกข์ นิ่งดูดาย ไม่ให้แม้คำพูดอธิบายให้เข้าใจเหตุผล อันนำไปสู่การขาดสังคหวัตถุ 4 ตามมา

3 ขาดสังคหวัตถุ 4

หรือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจบุคคล หลักในการสงเคราะห์ อันประกอบด้วย ทาน การให้ คือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ปิยวาจา พูดจาด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวาน มีวาจาเป็นที่รัก, อัตถจริยา ขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่น, และสมานัตตตา ความมีตนเสมอ คือเสมอต้นเสมอปลาย (ที่จริงนายพรานมีอัตถจริยานะคะ แต่เป็นไปในทางที่ไม่พึงประสงค์)

4 เป็นมิตรเทียม

เพราะช่วยเหลือเพื่อนเฉพาะเมื่อมีภัย ตามที่พระพุทธองค์เทศนาแก่สิงคาลกมาณพดังนี้

[๒๕๕] คหบดีบุตร คนที่ถือเอาแต่ประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว เธอพึงทราบว่า ไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียม โดยเหตุ ๔ ประการ คือ

๑.เป็นผู้ถือเอาแต่ประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว

๒.เสียน้อย ปรารถนาได้มาก

๓.เมื่อตัวเองมีภัยจึงทำกิจของเพื่อน

๔.คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์

คหบดีบุตร คนที่ถือเอาแต่ประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว เธอพังทราบว่า ไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียม โดยเหตุ ๔ ประการนี้แล

เหล่านี้เป็นองค์ธรรมที่สัมพันธ์กับนิทานเท่าที่นึกออกในขณะนี้ค่ะ

เหตุที่เขียนบันทึกนี้ขึ้น เพราะอยากเสนอว่า หากเราสอนพุทธศาสนาเด็กๆด้วยนิทาน โดยชวนเด็กคิดตาม อาจจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยให้เด็กๆนำพุทธศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวันได้

การนำองค์ธรรมมาสัมพันธ์กับนิทานนั้น ไม่ยากค่ะ แต่ที่ยากคือ ทำอย่างไร เด็กๆจึงจะสนุกกับการฟังนิทานที่มีการแจกธรรมอย่างนี้

ปัญหานี้ บางที ข่าวกิจกรรมนี้อาจช่วยแก้ไขได้ค่ะ

กรุงเทพมหานคร  ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม (นิด้า) และองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย จัดหลักสูตร “โตไปไม่โกง”โดย  “ เน้นกิจกรรมที่ให้ทั้งความสนุกสนานและสร้างสรรค์แก่เด็ก ผ่านการเล่านิทาน เกมการละเล่นต่างๆ การร้องเพลง กิจกรรมศิลปะ บทกวีและคำคล้องจองสำหรับเด็ก รวมทั้งกิจกรรมสร้างประสบการณ์อื่นๆ  เพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดอย่างมีเหตุผลและซึมซับคุณค่าแห่งความดีอย่างเป็นธรรมชาติ  และสร้างความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ภูมิใจในการทำความดี รังเกียจคนโกงและคนเก่งแต่โกง”

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม เชิญแวะไปที่ http://growinggood.org นะคะ

 
โพสท์ใน นิทานพื้นบ้าน | ใส่ความเห็น

สวัสดีชาวโลก – -‘

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 1 ความเห็น